บทที่ 8 ฟางเส้นสุดท้าย
ความเงียบอันหนักอึ้งและอึดอัดแผ่ซ่านปกคลุมภายในรถยนต์หรูหราคันใหญ่
ที่กำลังแล่นฝ่าความมืดมิดของค่ำคืนกลับคืนสู่คฤหาสน์ตระกูลใหญ่
แสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟริมถนนสาดกระทบผ่านหน้าต่างกระจกเข้ามาเป็นระยะ
เผยให้เห็นร่างของคนสองคนที่นั่งแยกห่างกันจนชิดคนละฝั่งประตูรถ
พลอยไพลินทอดสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้ภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วช่วยซับความเหงาที่ไหลซึมอยู่ข้างใน
ส่วนติณณ์กำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน สายตาคู่คมนิ่งสนิทจับจ้องถนนตรงหน้า
แต่ภายในหัวใจกลับกำลังปั่นป่วนและสับสนจนแทบบ้า
คำประกาศรักอย่างหวานซึ้งที่เขาพูดออกมาต่อหน้าผู้คนมากมายกลางงานเลี้ยงการกุศล ยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของเขาไม่ยอมจางหายไปไหน
ทว่าความเฉยชาและอาการนิ่งสนิทของพลอยไพลินที่แสดงออกกลับมาตลอดการเดินทาง คือคำตอบอันเยือกเย็นที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้
คำบอกรักในวันที่ทุกอย่างสายเกินไป...
มันไม่อาจทรงพลังพอที่จะดึงความรู้สึกที่พังทลายของเธอกลับคืนมาได้อีกแล้ว
...
รถยนต์คันหรูเคลื่อนเข้ามาจอดสนิทภายในโรงรถอันกว้างขวางและเงียบเชียบของบ้านหลังใหญ่
พลอยไพลินเปิดประตูและก้าวเท้าลงจากรถทันทีโดยไม่รอให้เขาเดินมาเปิดให้ เหมือนเช่นที่เธอเคยฝืนทำทุกครั้งในอดีตเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคม
เธอเดินตรงลิ่วเข้าไปยังห้องทำงานส่วนตัวของติณณ์อย่างไม่ลังเล เพื่อเผชิญหน้าและจัดการกับสิ่งสุดท้ายที่ตั้งใจไว้ให้จบสิ้นลงเสียที
หญิงสาวหยิบซองเอกสารสีขาวเรียบที่พกติดตัวออกมาวางลงบนโต๊ะทำงานไม้เนื้อดีอย่างเบามือ ก่อนจะยื่นปากกาด้ามหรูส่งไปตรงหน้าเขา
"เซ็นเถอะค่ะติณณ์... ฉันทำหน้าที่ภรรยาออกงานให้คุณเรียบร้อยแล้วตามข้อตกลงของเรา"
น้ำเสียงของเธอราบเรียบสนิท ไร้แววประชดประชันหรือตัดพ้อใด ๆ ทั้งสิ้น
ไม่มีความโกรธเคืองหลงเหลืออยู่ ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ หรือแม้แต่น้ำตาหล่นร่วงสักหยดเดียวให้เขาเห็น
มีเพียงความเหนื่อยล้าทางจิตใจอย่างถึงที่สุดของคนที่ทุ่มเทเฝ้ารอคอยความรักและความใส่ใจมาตลอดห้าปีจนหมดแรงจะเดินต่อ
...
ติณณ์ก้มมองปากกาในมือเรียวของเธออยู่นานแสนนาน ก่อนจะค่อย ๆ วางมันลงบนโต๊ะทำงานช้า ๆ อย่างฝืนใจและทรมาน
ที่ผ่านมาเขาเคยคิดมาตลอดว่า การโหมทำงานหนัก การสร้างฐานะที่มั่นคง และการประเคนทุกสิ่งทุกอย่างที่เงินหาซื้อได้ให้เธอ คือการรัก
แต่วันนี้ วินาทีนี้ เขาเพิ่งได้ตระหนักรู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดหายไปมาโดยตลอด คือการแสดงความรู้สึกและตัวตนให้เธอรับรู้ด้วยความอบอุ่น
เขาเคยแอบหวังอย่างคนโง่เขลาว่า งานเลี้ยงหรูหราค่ำคืนนี้จะช่วยทำหน้าที่ชุบชีวิตและทำให้เธอนึกถึงวันเก่า ๆ ที่เคยรักและฝ่าฟันมาด้วยกันได้
ทว่าสุดท้ายกลับไม่มีสิ่งใดแปรเปลี่ยนไปเลย ความกลัวที่จะต้องสูญเสียผู้หญิงตรงหน้าไปตลอดกาล ค่อย ๆ กลืนกินเหตุผลและความสุขุมของเขาจนหมดสิ้น
ทันใดนั้น ติณณ์ก็ตัดสินใจเดินตรงไปที่ประตูห้องทำงานอันกว้างใหญ่แล้วจัดการปิดมันลง
แกร๊ก...
เสียงกลอนประตูดังขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน ยิ่งตอกย้ำความอึดอัดระลอกใหม่ให้ทวีความรุนแรงขึ้น
...
พลอยไพลินเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก่อนที่ร่างกายจะถอยหลังหลบหนีโดยอัตโนมัติตามสัญชาตญาณความปลอดภัย
ร่างสูงใหญ่ของสามีก้าวเท้าเข้าหาเธออย่างช้า ๆ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันและอารมณ์ดิบดิบอันมหาศาลที่เธอกลัว
จนกระทั่งแผ่นหลังบางของเธอชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ทางด้านหลังจนไร้ทางหนีไปไหนได้อีก
ติณณ์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นยันลงบนโต๊ะทำงาน ล้อมกรอบรอบตัวเธอเอาไว้แน่นหนา โดยที่ไม่ได้แตะต้องถูกเนื้อต้องตัวของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
สายตาคู่คมที่เคยสงบนิ่งและเยือกเย็น
บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสน อ้างว้าง และความเจ็บปวดร้าวรานสั่นไหวอย่างรุนแรงจนน่าใจหาย
เขาก้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาเล็กน้อย จนระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบเท่านั้น ลมหายใจอุ่นร้อนผ่าวเป่ารดผิวหน้ากันและกัน
"ผมเคยบอกคุณไปแล้ว..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ คล้ายคนกำลังจะหมดแรงสู้ต่อ
"เลิกพูดเรื่องหย่ากับผมสักที"
เขาหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อระงับหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว ก่อนจะลืมตาขึ้นมาเอ่ยเน้นคำช้า ๆ อย่างเด็ดขาด
"เพราะผม... ไม่มีวันหย่า"
...
เมื่อได้ยินคำตอบเดิม ๆ ที่แสนเอาแต่ใจและเต็มไปด้วยอีโก้ พลอยไพลินกลับทำเพียงแค่คลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมาตรงหน้าเขา
รอยยิ้มนั้นไม่ได้แฝงคำประชดประชัน ความเกลียดชัง หรือความโกรธแค้นใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
แต่วันนี้มันคือรอยยิ้มของคนที่ปล่อยวาง ละทิ้ง และหมดสิ้นความหวังในชีวิตคู่กับผู้ชายตรงหน้าอย่างแท้จริงแล้ว
เธอเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมคู่ที่เคยหลงรักหมดหัวใจตรง ๆ อย่างไม่นึกเกรงกลัวอำนาจหรือเงินตราของเขาอีกต่อไป
"คุณกำลังพยายามรั้งตัวฉันไว้..."
เธอนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง
"หรือจริง ๆ แล้ว คุณแค่กำลังรั้งความเคยชินที่มีฉันอยู่ในชีวิตของตัวเองกันแน่คะติณณ์"
คำถามที่แทงใจดำและกรีดลึกแผ่นนั้นทำให้นักธุรกิจผู้ปราดเปรื่องอย่างติณณ์นิ่งงันราวกับถูกแช่แข็งไปในทันที
เป็นครั้งแรกในชีวิตแต่งงานห้าปี... ที่เขาไม่สามารถสรรหาคำพูดหรือเหตุผลใด ๆ มาโต้แย้งเธอได้เลยแม้แต่คำเดียว
ความเงียบที่เคยเกิดขึ้นจากความเฉยชาและละเลยในอดีต บัดนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันของคนสองคนที่ต่างฝ่ายต่างแบกรับความเจ็บปวดเอาไว้จนล้นอก
โดยที่ไม่มีใครยอมก้าวถอยหลังให้อีกต่อไปแล้ว ฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตคู่ที่แสนเปราะบาง... กำลังจะขาดลงต่อหน้าของคนทั้งสองคน
